แผงโซล่าเซลมีกี่แบบ?
เอาละ ขอเริ่มจากพื้นฐานก่อน แผงโซล่าเซลที่เห็นกันในประเทศไทยมี 3 แบบหลักๆ คือ
แรก: Monocrystalline (แบบเดี่ยว) - นี่คือพี่เลิ้งของแผงโซล่า มีสีดำทึบ ประสิทธิภาพสูงถึง 20-22% ความหมายคือ แสงแดดที่ตกมาเยอะๆ มันจะเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าได้เยอะ ราคาแพงกว่า แต่ประหยัดพื้นที่มากเพราะตัวเล็กแต่แรงงาน อายุการใช้ 25-30 ปี ปกติใช้กับบ้านพักอาศัยมากที่สุด แผงแบบนี้ผ่านการทดสอบ reliability เยอะแยะ ใช้ได้ตามสภาพอากาศไทยหากอากาศร้อนเย็นถัวเฉลี่ย
สอง: Polycrystalline (แบบหลายคริสตัล) - อันนี้เป็นโปรดัคต์รองที่ราคาถูกกว่า แผงมีสีน้ำเงินอ่อนลายสี่เหลี่ยมเห็นชัด ประสิทธิภาพ 15-17% ต่ำกว่าแบบแรก แต่ถ้าพื้นที่เพียงพอก็ใช้ได้ดี ราคาประมาณ 20-30% ถูกกว่า monocrystalline สำหรับคนที่จำเป็นต้องเลือกราคาถูก polycrystalline ยังคงเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผล เพราะว่ามันทำงานได้ดี แม้จะช้ากว่า
สาม: Thin Film (แบบบาง) - ตัวสดลุยเอง ยืดหยุ่นได้ สามารถติดบนพื้นผิวโค้งได้ แต่ประสิทธิภาพต่อพื้นที่ต่ำกว่า (ประมาณ 10-12%) สำหรับบ้านไทยโดยทั่วไปไม่นิยมเพราะต้องใช้พื้นที่เยอะ thin film มีข้อดี คือสามารถขึ้นขนาดเล็กๆ ได้ แล้วมีความยืดหยุ่นสูง ถ้าคุณมีหลังคาโค้งหรือสวย ๆ thin film อาจเป็นตัวเลือก
วัตต์ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน
ตอนนี้ตลาดโซล่าเซลไทยนิยมแผงที่มีขนาด 540W, 550W, 580W, 600W ต่อแผง มันแตกต่างจากสมัยก่อนที่เป็น 400W ตลาดเปลี่ยนไปนะ เพราะเทคโนโลยีเทพมากขึ้น และผลิตยามากขึ้นด้วยเหตุว่าตลาดโซล่าเซลโลกเติบโต
540W ถ้าเป็น monocrystalline ของแบรนด์ดีๆ เช่น JA Solar หรือ Trina Solar มันคือตัวดีของ bro ราคาไม่แพง ใช้พื้นที่สมควรดี แพร่หลายในบ้านไทยมาก ขนาดนี้พอเหมาะสำหรับระบบบ้านทั่วไป 3-5kW
550W-580W แนวนี้เป็นมิดเรนจ์ของแบรนด์ระดับกลาง ดีกว่า แต่ราคากำลังดีถ้าสั่งจำนวนมาก บ่อยครั้งตัวนี้จะเป็นจุดสมดุลที่ดี เพราะไม่แพง แต่มีประสิทธิภาพสูงพอ
600W หรือมากกว่า เป็นแบบใหม่ล่าสุด ขอบคุณเทคโนโลยี Half-cut cells ที่ลดการสูญเสียกระแส มันเก่งขึ้น เหมาะสำหรับพื้นที่จำกัด แต่ราคาสูงกว่าเล็กน้อย ทำให้ยอดนิยมในสำหรับบ้านหลังใหญ่ที่จำเป็นต้องติดตั้ง 10+ แผง
Half-cut Cell คืออะไร? ทำไมถึงดี?
หลายๆ คนสงสัยเรื่องนี้ Half-cut cells มันคือการแบ่งเซลล์โซล่าเป็นครึ่ง แม้แต่ชื่อก็บ่งบอกแล้ว แล้วทำไมต้องตัดครึ่ง? เพราะว่าการตัดแบบนี้จะลดการสูญเสียพลังงาน (resistance loss) ทำให้กระแสไหลไปทั่วแผงอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น ผลลัพธ์คือ แผงเดียวกัน แต่ได้พลังงานมากขึ้น 3-5% ถือว่าลัดเลาะเนอะ
ดังนั้นแผง 600W ที่มี half-cut cells จึงแรงกว่า 550W แบบธรรมชาติ พอจะคุ้มค่ากับราคาที่สูงขึ้นนิดหน่อย

แบรนด์ที่นิยมใช้ในไทย
พอมาถึงเลือกแบรนด์ มีหลายตัว เช่น JA Solar ซึ่งสินค้ามาจากจีน แต่คุณภาพเทพ ใช้ได้นาน มี warranty ดี ส่วนใหญ่ในประเทศไทย ร้านติดตั้งโซล่าเซล 70% เลือก JA Solar
Trina Solar เป็นยักษ์ใหญ่ คนไทยเชื่อถือเยอะ ราคาเหมาะสม มี research & development ดี ตัวใหม่ของ Trina ก็เก่งต่ํา
LONGi เป็นตัวใหญ่ของโลก มีชื่อเสียงมากมาย ราคาก็สูง แต่ของแท้แจ่มแจ้ง ถ้าต้องการอันดับ 1 ของโลก LONGi มันมั่นใจ
Canadian Solar เก่าแก่และน่าเชื่อถือ ไม่ต่างกันเท่าไหร่ มีประสิทธิภาพปกติ warranty ดี ถ้าต้องการเบรนด์ต่างประเทศแบบดั้งเดิม ตัวนี้ก็ดี
Jinko Solar และ Risen ก็เป็นตัวเลือกที่ดี มี efficiency สูง ราคากลาง ไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากเท่าที่บอก แต่คุณภาพดี
ปกติแบรนด์เหล่านี้จะมี warranty 25-30 ปี ซึ่งความหมายคือถ้าแผงเสียอะไรเกิน 30 ปีมัน ยังไงก็ประกันให้ นั่นแสดงว่าแบรนด์เหล่านี้มั่นใจกับสินค้าตัวเองนะจ้ะ ยิ่งไป 30 ปี ยิ่งมั่นใจ
ระบบ 5kW ต้องใช้แผงกี่ตัว?
เอาละมาคิดเลขกัน ถ้าเราต้องการระบบ 5kW (5000W) และเลือกใช้แผง 550W ต่อตัว เราต้อง 5000 ÷ 550 = ประมาณ 9 แผง พอดี
แต่ถ้าเลือกแผง 600W คิดเล่นๆ 5000 ÷ 600 = ประมาณ 8-9 แผง (ปัดขึ้นไป เพราะว่าเรายังต้องเหลือ margin เล็กน้อย)
การเลือกวัตต์สูงขึ้นก็ดีเพราะต้องใช้แผงน้อยลง ลดค่าที่ต้องใช้กับขายึด สายไฟ และจุดต่อต่างๆ ค่อนข้างเก๋ นอกจากนี้ยังลดจำนวน junction box, combiner box ที่ต้องใช้ทำให้เรียบง่ายขึ้น ซิสเต็มเสถียรขึ้น
หมายเหตุ: การบอกระบบ 5kW หมายถึง DC power ที่ได้จากแผง ตอนผ่าน inverter ไปเป็น AC ที่ใช้ในบ้าน จะลดลงเนื่องจาก efficiency loss ประมาณ 5-7% ดังนั้น AC output จริงจะเป็น 4.65-4.85 kW แต่นี่คือเรื่องปกติ

พื้นที่บนหลังคาใช้เท่าไหร่?
แต่ละแผงโซล่าเซล monocrystalline ทั่วไป (550W) ใช้พื้นที่ประมาณ 2.3-2.7 ตารางเมตร ถ้าหลังคามีพื้นที่ 30 ตารางเมตร มันคือพอเพียงสำหรับแผง 9-12 แผง
เคล็ดลับคือ ดูว่าหลังคาคุณหันไปทำนายอากาศไหน ในไทยเรา ทิศใต้ (บนฟ้า) คือทิศที่ดีที่สุด ได้แสงแดด 100% ถ้าหันไปทิศตะวันออก (06:00-12:00) ได้ประมาณ 80% ทิศตะวันตก (12:00-18:00) ก็ 80% ทิศเหนือ (บ่อยคราว) ได้แค่ 30-50% เท่านั้น
ในไทยเรา ความลาดเอียง (tilt angle) ประมาณ 10-15 องศาจะดูดแสงแดดสูงสุด เมื่อเทียบกับมุมหลังคาเดิม แต่บ่อยครั้งใช้มุมหลังคาที่มีอยู่ก็ได้ อย่ากังวล คนไทยส่วนใหญ่ใช้แผงเรียบชิดกับหลังคา ได้ผลดีพอตัวแล้ว
หลังจากติดตั้งแผง ลองดูผลผลิตจริงๆ ด้วย app ของ inverter ถ้าดูแล้วน้อยกว่าคาดการณ์ อาจต้องตัดต้นไม้ หรือปัดสิ่งกีดขวาง เดิมตรวจสอบ shadow map ก่อน
ค่าใช้จ่ายจริงๆ เท่าไหร่?
ราคาแผงโซล่าเซลคุณภาพดี (Tier 1 brands) ประมาณ 5-8 บาท/วัตต์ ตอนนี้ ราคาขึ้นลงตามสภาพตลาดและอัตราค่าขนส่ง
แผง 550W ราคาประมาณ 2,750-4,400 บาท ต่อแผง
แผง 600W ราคาประมาณ 3,000-4,800 บาท ต่อแผง
ฉะนั้นระบบ 5kW แบบ 9 แผง 550W จะต้องใช้เงินแค่ส่วนแผงประมาณ 24,750-39,600 บาท (แค่แผงนะ ยังไม่รวม inverter, battery, ขายึด, สายไฟ)
แพงหรือถูก? เมื่อคิดว่าระบบจะใช้ 25 ปี ประมาณ 1,000-1,600 บาทต่อปี ถือว่าประหยัดพอสมควรใช่ไหม เทียบกับค่าไฟตัวแม่ที่เพิ่มขึ้นทุกปี แผงโซล่าเซลจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
ต้องตรวจสอบอะไรก่อนซื้อแผง?
นี่คือขั้นตอนที่สำคัญ อย่าเพิ่งซื้อแผง ลองทำการตรวจสอบก่อนเพื่อให้ได้แผงที่เหมาะสม
หนึ่ง ตรวจสอบ warranty - ตามที่บอกไปแล้ว ควรเป็น 25-30 ปี ยิ่งนาน ยิ่งมั่นใจได้ว่าแบรนด์นั้นเชื่อใจตัวเองมากแค่ไหน
สอง ดู efficiency rating - ควรอย่างน้อย 18% ขึ้นไป ยิ่งสูงยิ่งดี (20-22% ถือว่าเทพ)
สาม ตรวจสอบ datasheet - ดูค่า STC (Standard Test Condition) ซึ่งเป็นสภาพการทดสอบมาตรฐาน และ NOCT (Normal Operating Cell Temperature) ซึ่งเป็นสภาพจริงเมื่อใช้งาน
สี่ ดูต้นกำเนิด - ซื้อจากตัวแทนจำหน่ายที่มีชื่อเสียง ตรวจสอบว่า installer มีใบอนุญาต หรือ certification หรือไม่
ห้า ถามเรื่องการบ่งปราศจาก defects - บางทีแผงอาจมีบิ๊บ (defect) ด้านภายนอกแล้วแต่ยังทำงานได้ ลองดูผลิตภัณฑ์ก่อนได้ไหม ตรวจสอบให้ดีว่าไม่มีรอยแตก ฟิสชร์ หรือเซลล์ที่ดำ
สำคัญสุดท้าย: ความทนทานต่อน้ำและกีดขวาง
แผงโซล่าเซลวางอยู่บนหลังคา ผ่านสภาพอากาศ ฝน แดด ลมพัด สำคัญที่สุดคือมันต้องทนทาน แผงคุณภาพดีจะ tested ให้หนทนต่อลมแรง (wind load) ประมาณ 2,400 Pa ซึ่งแรงลม 240 กม./ชม ได้เลย แล้วน้ำก็ไม่ซึมเข้าไป
ขณะนี้แผงของแบรนด์ Tier 1 ล้วนแล้วทดสอบให้ทนทานแบบนี้ ถ้าคุณซื้อแบรนด์ที่รู้จักกันดี ไม่ต้องกังวลว่าแผงจะเสีย เร็วเนื่องจากความร้อน หรือวัสดุเสื่อมคุณภาพ
นอกจากนี้แผงอยู่บนหลังคามีอายุการใช้ยาว เพราะไม่มีการเคลื่อนไหวมากมายสม่ำเสมอ ไม่มีความเค้นกลไก ถ้าติดตั้งถูกต้องอย่างดี แผงจะใช้ได้นาน
การเปรียบเทียบความคุ้มค่า: Monocrystalline vs Polycrystalline
ตามว่าเราคุยกันแล้ว monocrystalline มีประสิทธิภาพสูง แต่ราคาแพง polycrystalline ราคาถูกแต่ประสิทธิภาพต่ำ ลองมาคิดเลขดูที่เป็นจริง
สมมติว่าคุณอยากได้แผง 5500W สำหรับระบบ
ประเมินแบบแรก: ใช้ monocrystalline 550W × 10 แผง
ราคาแผง 550W: 3,500 บาทต่อแผง × 10 = 35,000 บาท
พื้นที่: 2.5 ตร.ม. × 10 = 25 ตร.ม.
จำนวน combiner box: 1-2 ตัว
ประเมินแบบสอง: ใช้ polycrystalline 400W × 14 แผง
ราคาแผง 400W: 2,200 บาทต่อแผง × 14 = 30,800 บาท
พื้นที่: 1.9 ตร.ม. × 14 = 26.6 ตร.ม.
จำนวน combiner box: 2-3 ตัว
ราคาต่างกันแค่ 4,200 บาท แต่พื้นที่ใช้เกือบเท่า คุณก็ต้องซื้อ 4 แผงอีกต่อหนึ่ง ราคาขายึด, สายไฟ, junction box หลายขึ้น รวมเพิ่มเติมประมาณ 5,000-8,000 บาท คิดทั้งหมดแล้ว monocrystalline ได้ประโยชน์มากกว่า
สรุป: อย่าลังเลในการเลือก monocrystalline 550W เพราะมันคุ้มค่ากว่า polycrystalline ในระยะยาว
เคล็ดลับสุดท้าย: วิธีเก็บแผงที่ดี
หลังซื้อแผง ต้องเก็บไว้อย่างไรให้ไม่เสีย ก่อนติดตั้ง
หนึ่ง เก็บในที่เหล่ากำแพงหรือหลังคา อย่าวางกลางแดด เนื่องจากความร้อนสูงอาจเป็นอันตรายต่อ wiring ด้านหลัง แผงสามารถทนความร้อนสูง แต่ junction box ด้านหลัง ไม่ทนต่อหนึ่ง
สอง อย่างเก็บวางสลับกัน (ไม่ทับซ้อนแผง) เพราะว่า weight ของแผงบน อาจทำให้แผงล่างแตก ถ้าต้องวาง หลายแผง ลองวาง 2-3 แผงต่อกองเท่านั้น
สาม ใช้ foam หรือ spacer เก็บระยะห่างระหว่างแผง ให้อากาศเวียนได้ ไม่ให้ความชื้นติดตัวแผง
สี่ ตรวจสอบแผงหน้า transport ให้ดี ถ้าเห็นรอยแตก หรือสีดำ (cell ที่สัญญาณ) ลองถ่ายรูป report กับผู้ขายเดิม ต้อง report ในไม่กี่วันหลังรับแผง
ห้า ปล่อยแผงให้แห้งก่อนติดตั้ง ถ้าติดตั้งเปียก อาจมีปัญหากับ wiring ลองใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้ง

